วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พระพุทธอังคีรสมุนีนารถฯ วัดเศวตฉัตร กทม.


พระพุทธอังคีรสมุนีนารถฯ วัดเศวตฉัตร กทม.



พระพุทธอังคีรสมุนีนารถฯ วัดเศวตฉัตร กทม.

วัดเศวตฉัตร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2359 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2360 สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ปี พ.ศ.2393 พระเจ้าอัยกาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ (พระองค์เจ้าฉัตร ต้นสกุลฉัตรกุล) ทรงสร้างในระหว่าง พ.ศ.2359-2372 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามว่า "วัดเศวต ฉัตร" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระองค์เจ้าฉัตร ผู้ทรงสถาปนาวัด

เดิมเป็นวัดโบราณ ปลายสมัยกรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่มีพระอุโบสถเก่าเป็นหลักฐาน ชาวบ้านเรียกกันหลายชื่อ อาทิ วัดแมลงภู่ทอง, วัดบางลำภูใน, วัดกัมพูฉัตร, วัดบางลำภูล่าง

ด้านหน้าวัดมีเนื้อที่งอกออกไปริมแม่น้ำเจ้าพระยา จนตื้นเขินห่างจากวัดเดิมมาก พระเจ้าอัยกาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ จึงได้ทรงยกวัดออกไปสร้างใหม่โดยใช้ชื่อ วัดบางลำภูล่าง โดยโปรดให้รื้อพระตำหนักของพระองค์ไปสร้างเป็นกุฏิหลังใหม่ 5 ห้อง (คือกุฏิเจ้าอาวาสปัจจุบัน) สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ และพระปรางค์ เป็นต้น ในปลายรัชกาลที่ 2 และต้นรัชกาลที่ 3 ต่อกัน

ภายหลังถวายเป็นพระอารามหลวง ดังปรากฏในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 ตอนที่ว่าด้วยการปฏิสังขรณ์ และสร้างพระอาราม พ.ศ.2393 ว่า วัดเจ้าและวัดขุนนางสร้างถวายเป็นวัดหลวงก็มี ไม่ได้ถวายก็มี กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ สร้างวัดหนึ่ง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อว่า วัดเศวตฉัตร และพระราชทานเงินทรงช่วยปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุสำคัญที่โดดเด่น คือ พระพุทธรูปปางสมาธิ พระนามว่า พระพุทธสมาธิคุณสุนทรสมาทานบุราณสุคต พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนามว่า พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์อัครวิบูล พระพุทธไสยาสน์ พระนามว่า พระพุทธบัณฑูรมูลประดิษฐสถิตไสยาสน์

รูปหล่อเหมือนบูรพาจารย์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) พระศาสนุเทศาจารย์ (บุญ ปริปุณฺณสีโล) อดีตเจ้าอาวาส พระธรรมญาณมุนี (บุญนาค ชินวังโส ป.ธ.9) อดีตเจ้าอาวาส คณะศิษย์สร้างไว้ประดิษฐาน ณ ศาลาบูรพาจารย์ และที่สำคัญ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จรพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เป็นพระมหาเถระชาวบางลำภูล่าง พระองค์ทรงได้รับบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเศวตฉัตร วรวิ หาร ทรงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบางลำภูล่าง ศิษยานุศิษย์จึงได้หล่อพระรูปเหมือนไว้ประดิษฐานที่วัดเศวตฉัตร

วัดเศวตฉัตร ถือเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดเศวตฉัตร เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก พระนามว่า "พระพุทธอังคีรสมุนีนารถอุรคอาสน์อำไพ"

พระพุทธรูปดังกล่าว มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.5 เมตร ไหล่กว้าง 0.95 เมตร ประดิษฐานอยู่บนขนดพญานาค 4 ชั้น พญานาคแผ่พังพาน เศียรปกอยู่บนพระเศียรภายใต้ต้นจิก เฉพาะองค์พระปฏิมาทำปางมารวิชัย ด้วยตามปกติจะต้องเป็นปางสมาธิ จึงต่างจากพระปางนาคปรกทั้งหลาย

พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ หมายถึงพระ พุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ เสด็จออกจากร่มอชปาลนิโครธ ไปยังไม้จิก ซึ่งได้นามว่า มุจลินท์ อันตั้งอยู่ในทิศอาคเนย์แห่งพระมหาโพธิ ในสัปดาห์ที่ 3 ทรงนั่งเสวยวิมุติสุขอยู่ 7 วัน เวลานั้น ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว พระยานาคชื่อ มุจลินท์ เข้ามาวงด้วยขนด 7 รอบ และแผ่พังพานปกพระเศียรพระพุทธเจ้า เพื่อป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกาย

สำหรับฐานชุกชีเบื้องหลังพระประธาน บรรจุอัฐิผู้สืบสกุลของพระองค์เจ้าฉัตร คือ ด้านซ้ายจารึกว่า "จอมพลเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต" (หม่อมราช วงศ์ อรุณ ฉัตรกุล) ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เกิด พ.ศ. 2399 อสัญกรรม พ.ศ. 2465 โดยคุณ วรันดับ ฉัตรกุล บุตรี พลตรีพระยาสุรวงศ์วิวัฒน์ สร้างฉลองพระคุณเจ้าคุณตา ด้านขวาจารึกว่า "ฉัตรกุล สายหม่อมเจ้ากลาง"

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ปิดตำนานย่างเด็กทำกุมารทอง เณรแอ โดนจำคุก 100 ปี


ปิดตำนานย่างเด็กทำกุมารทอง เณรแอ โดนจำคุก 100 ปี



ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนสั่งจำคุกอดีต "เณรแอ" จอมขมังเวทลวงโลก 100 ปี ฐานฉ้อโกงประชาชนจำเลยให้การพอเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 75 ปี แต่สั่งจำคุกจริงๆ ได้เพียง 20 ปี ตามกำหนดโทษสูงสุด พร้อมกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย ชี้พฤติกรรมไม่มีอิทธิฤทธิ์ทำเสน่ห์จริงตามที่อวดอ้าง เพราะเคยโดนเมียเอาปืนไล่ยิงต้องเผ่นหนีออกทางหน้าต่างจนขาหัก อีกทั้งฉวยโอกาสล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อบางราย หลังสิ้นคำพิพากษา อดีตเณรมารศาสนายังยิ้มระรื่นยกนิ้วโป้งโชว์ก่อนส่งตัวขังคุกคลองเปรม




http://www.xn--82c9iwa.com  WWW.โจ้.COM


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กทม. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษ ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ฟ้องนายหาญ รักษาจิตร์ หรืออดีตเณรแอ อายุ 50 ปี จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นเวลา 20 ปี

คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2542 - 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 จำเลยอวดอ้างว่าเป็นจอมขมังเวท มีความสามารถทางไสยศาสตร์ ทำเสน่ห์ เรียกสามีหรือภรรยาให้กลับมาคืนดีกันได้ จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อรวม 25 คน สูญเสียเงินให้แก่จำเลยรวม 910,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจับกุมจำเลยได้ที่บ้านพัก อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี จำเลยให้การปฏิเสธ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก กระทงละ 4 ปี รวม 25 กระทง รวมจำคุกเป็นเวลา 100 ปี คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 75 ปี แต่โทษตามความผิดดังกล่าว กำหนดโทษสูงสุดไว้ที่ 20 ปี ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุกจำเลยไว้ทั้งสิ้นเป็นเวลา 20 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายคืนแก่ผู้เสียหายทั้ง 25 ราย จำเลยยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีผู้เสียหาย 25 คน เบิกความเป็นประจักษ์พยานต่างกรรมต่างวาระกัน มีเหตุผลสอดคล้องโดยตลอด ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยไม่สามารถเรียกให้สามีคนรักกลับมาได้จริงตามที่ กล่าวอ้าง บางรายยังถูกจำเลยกระทำล่วงละเมิดทางเพศ จำเลยยังรับในอุทธรณ์ว่า เงินที่ได้มาเป็นค่ายกครู และอุปกรณ์ในการทำพิธี

นอกจากนี้ ฝ่ายโจทก์ยังมีนางชไมพร รักษาจิตร์ ภรรยาของจำเลย เบิกความถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เสียหายจนต้องทะเลาะ กัน ถึงขั้นนางชไมพรเคยยิงปืนขู่ขึ้นฝ้าเพดาน จำเลยต้องวิ่งหนีกระโดดออกหน้าต่างทำให้ขาหัก ก่อนที่นางชไมพรจะยื่นฟ้องหย่ากับจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี จึงเป็นเหตุสนับสนุนได้ว่าจำเลยไม่มีอิทธิฤทธิ์ตามที่อวดอ้างในคำโฆษณาตาม สื่อต่างๆ จริง เพราะจำเลยเองยังไม่สามารถทำให้นางชไมพรรักกับจำเลยได้ แต่กลับต้องวิ่งหนีจนขาหัก การกระทำของจำเลยมีเจตนาหลอกลวงคนทั่วไปผ่านคำโฆษณาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ จำเลยเองโดยตรง รับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น อดีตเณรแอยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มไม่สะทกสะท้านและยกมือชูนิ้วโป้งให้สื่อ บันทึกภาพ ขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปคุมขังที่เรือนจำคลองเปรมต่อไป

สำหรับ แฟ้มคดีของนายหาญ รักษาจิตร์ หรืออดีตเณรแอ หนังสือพิมพ์ข่าวสดเป็นสื่อสารมวลชนแห่งแรกที่เปิดโปงพฤติกรรมลวงโลกของเณร แอเมื่อเดือนก.ค. 2538 โดยขณะนั้นพบว่าเณรแอกับลูก ศิษย์ 3 คน ร่วมกันทำพิธีไสยศาสตร์ย่างศพเด็กทารกแรกเกิดเพื่อปลุกเสกกุมารทองในวัดหนอง ระกำ อ.หนองโดน จ.สระบุรี เป็นเหตุให้เณรแอถูกดำเนินคดีฐานซ่อนเร้นและทำลายซากศพ ต่อมาวันที่ 11 ก.ย. ปีเดียวกัน ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาจำคุกเณรแอกับพวกอีก 3 คน คนละ 1 ปี และสั่งห้ามจำเลยทั้งหมดดำเนินการหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์และเวทมนตร์คาถาต่างๆ มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

อย่างไรก็ตาม อดีตเณรแอกลับไม่เข็ดหลาบ จัดตั้งสำนัก "เณรแอจอมขมังเวท" ที่บ้านพักเลขที่ 18 หมู่ 6 ต.หนองโดน จ.สระบุรี ใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ อวดอ้างว่ามีอาคมทำเสน่ห์ให้ผัวรักผัวหลง กระทั่งวันที่ 5 ก.ค. 2548 นางชไมพร รักษาจิตร์ ภรรยาเณรแอ เข้าร้องทุกข์ กับมูลนิธิปวีณา หงสกุล และแจ้งความกับพล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบก. ปดส. (ตำแหน่งขณะนั้น) เพื่อดำเนินคดีอดีตเณรแอฐานหลอกลวงทรัพย์สินของผู้หญิงที่มีปัญหาครอบครัว นอกจากนั้น ยังมีเหยื่อหลายรายถูกอดีตเณรแอล่วงละเมิดทางเพศและแอบตั้งกล้องบันทึกภาพ วิดีโอเอาไว้แบล็กเมล์ข่มขู่ ผลการบุกค้นสำนักเณรแอเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2548 ปรากฏว่ากำลังทำเสน่ห์ให้กับสาวบาร์ญี่ปุ่นย่านสีลม กทม. อายุ 19 ปี รวมทั้งพบอาวุธปืนลูกซอง มีดดาบ วิดีโอเทปแอบถ่าย ยาไวอากร้า สื่อลามก และถุงยางอนามัย

ผลตรวจน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อดินวัดทุ่งเศรษฐีพบสารพิษอื้อ


ผลตรวจน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อดินวัดทุ่งเศรษฐีพบสารพิษอื้อ

เตือนชาวบ้านอย่านำมาดื่ม สั่งห้ามวัดอย่านำมาแจกจ่าย



      ข่าวพระเครื่องเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว จ.อุตรดิตถ์ รายงานว่า มีชาวบ้านจากทั่วสารทิศทั้งในจังหวัดอุตรดิตถ์และต่างจังหวัดจำนวนมากแห่ไป หาเลขเด็ดจากวัตถุโบราณเครื่องใช้ประเภทภาชนะเครื่องปั้นดินเผา อาทิ หม้อดิน ไหดิน ขนาดใหญ่และเล็ก ฝาปิดหม้อดินเผาหลากหลายขนาด เตาเชิงกราน อาวุธปืนโบราณ ถาดใส่สิ่งของเนื้อสัมฤทธิ์ เนื้อทองเหลืองและเนื้อเงิน พร้อมด้วยเครื่องลายครามจีน สมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งได้มีการพิสูจน์จากกรมศิลปากรสำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย แล้วว่าเป็นวัตถุโบราณที่มีอายุตั้งแต่ 200-400 ปีขึ้นไป อยู่ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการขุดค้นพบในบริเวณที่ดินสาธารณะบึงทุ่งกะโล่ บนเนื้อที่กว่า 7,500 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ 7 บ้านห้วยบง หมู่ 6 บ้านหนองกลาย ต.ป่าเซ่า และพื้นที่บางส่วนของต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ห่างจากถนนสายเอเซีย ที่ 11 พิษณุโลก-เด่นชัย ประมาณ 3 กิโลเมตร จำนวนเกือบ 10,00 ชิ้น ได้ถูกนำมาเก็บรักษาด้วยการใส่ตู้โชว์ที่วัดทุ่งเศรษฐี หมู่ 7 ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์



http://www.xn--82c9iwa.com  WWW.โจ้.COM
ตรวจแล้วน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อดินวัดทุ่งเศรษฐีสารพิษเพียบ


     โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าเซ่าและจากจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ได้เลขเด็ดจากวัตถุโบราณดังกล่าวและนำไปเสี่ยงโชคงวดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาและถูกรางวัลกันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีชาวบ้านแห่กันมาหาเลขเด็ดอีกมากมาย ทางวัดได้มีการนำน้ำที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้จากบ่อดินที่มี ความกว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1 เมตร อยู่ภายในบริเวณพื้นที่ที่มีการค้นพบวัตถุโบราณนำมาบรรจุใส่ถุงแล้วแจกจ่าย ให้กับญาติโยมโดยอ้างว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อที่มีการค้นพบวัตถุโบราณ ดื่มแล้วจะหายจากโรคร้ายได้หลายชนิด บางรายรับไว้ถึงกับแกะถุงดื่มทันทีเพราะเชื่อในสรรพคุณที่ชาวบ้านแจ้งไว้

     พระทองสุข  สุภาจาโร พระลูกวัดป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ตนได้รับกิจนิมนต์ให้เข้ามาช่วยงานวัดทุ่งเศรษฐี ทั้งที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงและโรคลมบ้าหมู และได้ฉันน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้แทนน้ำดื่มทุกวัน เมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ตามที่นัด ปรากฏว่าไม่พบโรคดังกล่าว จึงทำเชื่อว่าน้ำที่ได้จากบ่อดินนั้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จริง

     นายไพศาล ธัญญาวินิชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและได้สั่งให้ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนำน้ำดังกล่าว ไปตรวจหาสารเคมีที่มีอยู่ภายในน้ำและเชื้อโรคที่คาดว่าจะเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ปรากฏว่าศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ 9 จ.พิษณุโลก แจ้งผลการตรวจน้ำพบว่า ภายในน้ำดื่มมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์จำนวน 3 อย่าง ประกอบด้วย สแต๊ปออเรียส เป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดฝีหนองตามผิวหนัง หากมีผสมในอาหารจะทำให้อาหารนั้นเป็นพิษ ส่วนอีโคไลพบว่ามีอยู่ในน้ำมากถึง 23 ทั้งที่ควรมีแค่ 2.2 โคโลเวีย และโคลิฟอร์ม ซึ่งไม่ควรพบอยู่ภายในน้ำเลยแต่ก็มีพบ ทั้งอีโคไลและโคลิฟอร์มเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากของเสียในร่างกาย และเป็นเชื้อโรคที่ออกจากระบบขับถ่ายของมนุษย์ จึงไม่ควรนำมาอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุสนิมเหล็กจำนวนมากถึง 7.95 ทั้งที่ควรมีอยู่ในน้ำแค่ 0.3 โคโลเวีย จึงสั่งให้ทางวัดงดจำหน่ายหรือจ่ายแจกแก่ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาร่วมทำบุญ ภายในวัด หากฝ่าฝืนจะต้องนำกฎหมายมาบังคับใช้