วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

ลักษณะ แห่งพุทธศาสนา(จบ) คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์

 
ลักษณะแห่งพุทธศาสนา(จบ)

คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์

(ป.อ.ปยุตโต ป.ธ๙)


http://www.AmuletCenter.com  พระเครื่อง โจ้ อิศวเรศ พระเครื่อง





พระพุทธ ศาสนามิใช่มองโลกและชีวิตในแง่ร้าย แต่มองโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เมื่อความทุกข์มีอยู่จริง พระพุทธศาสนาก็สอนให้เผชิญหน้าความทุกข์นั้น ไม่เลี่ยงหนี แต่ให้มองดูทุกข์นั้นด้วยความรู้เท่าทัน และด้วยความรู้เท่าทันความทุกข์นั้นเอง จึงทำให้มีจิตใจปลอดโปร่งเป็นอิสระด้วยปัญญา ไม่ถูกทุกข์บีบคั้น

เข้า ทำนองว่า "รู้ว่าชีวิตเป็นทุกข์ แต่มีชีวิตเป็นสุข" หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านั้น ก็ว่า "รู้เท่าทันความทุกข์ จึงมีความสุขที่สมบูรณ์"

ลักษณะที่ 15

มุ่งประโยชน์สุขเพื่อมวลชน

ลักษณะที่ 15 ประการสุดท้าย ลักษณะของพระพุทธศาสนาที่จะขอกล่าวในที่นี้ก็คือ เป็นศาสนาที่เน้น พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย คือ ความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สุขของพหูชน

พระ พุทธเจ้าตรัสหลักนี้เป็นประจำ เมื่อเริ่มประกาศพระศาสนา พระองค์ทรงส่งพระสาวกออกประกาศพระศาสนาด้วยคำว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

ต่อมา หลังจากนั้นก็ตรัสหลักธรรมมากมายโดยเน้นหลักการข้อนี้ แม้แต่ในการแนะนำให้ทำสังคายนาก็ย้ำว่า เพื่อจะให้พรหมจรรย์ คือพระศาสนานี้ ดำรงอยู่มั่นคงยั่งยืน เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พหูชน คือชนจำนวนมาก ที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่ามวลชนนั่นเอง

ในทางตรง ข้าม พระเถระที่มีมิจฉาทิฏฐิก็เป็นไปเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ ไม่ใช่ความสุข เพื่อความทุกข์แก่ชนจำนวนมาก ส่วนพระเถระที่มีสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน อะไรทำนองนี้

หลักธรรมต่างๆ อย่างนี้ตรัสไว้มากมาย ในที่นี้เพียงยกมาเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเน้นย้ำมากในเรื่องการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของพหูชน

สรุป ได้ยกเอาหลักธรรมต่างๆ มาแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนา ในที่นี้ 15 ลักษณะ ที่จริงยังมีมากกว่านี้ แต่เพียงเท่านี้ก็เลยเวลาไปมากแล้ว ข้อที่จะขอกล่าวเน้นในตอนสุดท้ายก็คือ

ลักษณะต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เราถือกันว่าเป็นลักษณะที่ดี แต่ข้อสำคัญ ชาวพุทธอย่ามัวเมาว่า เรามีพระพุทธศาสนาซึ่งมีลักษณะที่ดี เสร็จแล้ว เพราะมัวเมาว่าพระพุทธศาสนามีลักษณะดี ก็เลยได้แต่ชื่นชม แล้วไม่นำเอามาประพฤติปฏิบัติ

เมื่อไม่เอามาประพฤติปฏิบัติ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ได้แต่ชื่นชมหลงมัวเมาไปอย่างนั้นเอง ว่าศาสนาของเราดีอย่างนี้ มีลักษณะที่ดีอย่างนั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น จะต้องนำเอามาประพฤติปฏิบัติ และข้อสำคัญก็คือการปฏิบัติให้ครบทุกแง่ด้าน เพราะการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไปนั้น สาเหตุอย่างหนึ่งก็เกิดจากการประพฤติปฏิบัติไม่ครบถ้วน ไม่ครบถ้วนอย่างไร ขอให้ดูหลักอนิจจังเป็นตัวอย่าง

หลักอนิจจังนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธไทย ว่าเข้าใจอนิจจัง คือความไม่เที่ยงนั้นแค่ไหนอย่างไร

ชาวพุทธเวลามี เหตุพลัดพราก แม้แต่ของพลัดตกจากมือ ก็จะอุทานว่า "อนิจจัง ไม่เที่ยง" แล้วเราก็รู้เท่าทันธรรมดาว่า เออ สังขารทั้งหลายมีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา แล้วเราก็ปลงใจได้ ปลงตก ก็มีความสุข สบายใจ ไม่มีความโศกเศร้า เข้าลักษณะคำบาลีที่พระท่านเอามาพิจารณาผ้าบังสุกุลว่า

"อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข"

บอกว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบวางแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสุข ปลงอย่างนี้แล้ว เราก็สบายใจ ชาวพุทธเรา โดยเฉพาะในเมืองไทยนี้ มีชื่อเสียงว่าได้ประโยชน์จากหลักอนิจจังนี้มาก ทำให้เป็นคนมีจิตใจสบาย ไม่ค่อยมีความทุกข์

แต่พร้อมกันนั้น มีหลักหนึ่งที่เราไม่ค่อยปฏิบัติ ก็คือ โอวาทที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

ความหมายของอนิจจังในแง่ หลังนี้ไม่ค่อยใช้กันเลย คือใช้แต่ตอนปลงตกให้สบายใจ แต่ตอนที่พระพุทธเจ้าเตือนไม่เอามาใช้ ทั้งๆ ที่เป็นปัจฉิมวาจาซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง นี่แหละคือหลักความไม่ประมาท

พระ พุทธเจ้าตรัสอนิจจังไม่เที่ยงนั้น โยงกับหลักความไม่ประมาท ให้เราไม่ประมาท ไม่ใช่มัวแต่นั่งนอนสบาย เพราะฉะนั้น ถ้ามัวเอาแต่ วูปสโม สุโข แล้ว สบายอย่างเดียว นอนแอ้งแม้ง

ก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ครบถ้วน