วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา



พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา


พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา
 พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ในฐานะเป็นโรงเรียนประถมวิสามัญ เปิดสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และประถมศึกษาปีที่ 5 และฝึกหัดครูกสิกรรมขั้นต่ำ

จนถึงปี พ.ศ.2498 โรงเรียนได้เปลี่ยนฐานะเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูมหาสารคาม ต่อมายกฐานะเป็นวิทยาลัยครูมหาสารคาม เป็นสถาบันราชภัฏมหาสารคาม และเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 80 ปี บทบาทของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ คือเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นภาคอีสาน เป็นผู้นำทางวิชาการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม มีการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นหลากหลายรูปแบบโดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสาน กับความเป็นสากล ปลูกฝังความรักความเข้าใจในศิลปวัฒนธรรมตลอดจนสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นและ ธรรมชาติ

เนื่องจากปี พ.ศ.2553 เป็นวาระครบรอบ 80 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปบูชา ในการนี้ ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานชื่อว่า "พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา" วัตถุประสงค์เพื่อจัดหาทุนในการก่อตั้ง "กองทุน 80 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม"



พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา
พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา

รศ.สมเจตน์ ภูศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เปิดเผยว่า สำหรับพุทธศิลป์ของพระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา จำลองมาจากพระพิมพ์ดินเผากันทรวิชัย ปางสมาธิเพชร ที่มีพุทธศิลป์สวยงามมาก มีการขุดพบครั้งแรกที่บริเวณโคกดอนพระนอน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม พุทธศิลป์เป็นแบบปาละวะ หรือคุปตะตอนปลาย สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งแผ่อิทธิพลเข้ามาสู่สุวรรณภูมิ สมัยอาณาจักรทวารวดีกำลังรุ่งเรือง

องค์พระพุทธรูป มีพระพักตร์อิ่มเอิบบริสุทธิ์ แสดงถึงความหลุดพ้นจากกาลเวลา ประทับนั่งบนฐานดอกบัวหงายอันหมายถึงปรัชญาอันเป็นญานนำไปสู่พระนิพพาน ส่วนเรือนแก้วด้านหลังขององค์พระแสดงถึงรูปคลื่นกิเลสตัณหาและไฟราคะ อันเป็นวัฏฏะของการเวียนว่ายตายเกิด องค์พระประทับนั่งในลักษณะสมาธิวิปัสสนา เพื่อมุ่งสู่สัจธรรมแห่งความหลุดพ้น พุทธศิลป์จึงมีความเป็นเลิศกว่าพระพิมพ์และพระพุทธรูปจากแหล่งอื่นๆในภาค อีสานกลายเป็นพระพุทธเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของ อ.กันทรวิชัย รวมทั้งจังหวัดมหาสารคาม


พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา
พระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา


สำหรับ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์และพระมหาเถระที่แผ่เมตตาลงอักขระแผ่นทอง อาทิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร, หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดป่ากุง จ.ร้อยเอ็ด, พระเทพสารคามมุนี จ.มหาสารคาม, หลวงปู่สิงห์ คัมภีโร จ.มหาสารคาม เป็นต้น

ประกอบ พิธีมหาพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ณ ปะรำพิธีอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ตรงกับวันตรุษจีน บรรยากาศภายในงานมีพุทธศาสนิกชนรวมทั้งนิสิต นักศึกษา มาร่วมพิธีกว่า 5,000 คนมากเป็นประวัติการณ์

โดยพิธีเริ่มในช่วงเช้า หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระเถรานุเถระ 108 รูป แล้วได้ทำพิธีบวงสรวงเทพาอารักษ์ ที่ปะรำพิธีลานด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยหลวงปู่สรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐาน จ.ยโสธร ประธาน ขณะทำพิธีเททองหล่อพระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา ได้เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด ท้องฟ้าสลัวจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็มีลมพัดเย็นสบายมหัศจรรย์ยิ่งนัก

ภายหลังเสร็จพิธีเททอง พระเถรานุเถระ 108 รูป ได้เข้าไปประกอบพิธีพุทธาภิเษก นั่งปรก ภายในปะรำพิธี ในตัวอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยพระเทพสารเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) เป็นผู้จุดเทียนชัย และ รศ.สมเจตน์ ภูศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จุดเทียนวิปัสสี

จากนั้นพระเกจิอาจารย์ได้เริ่มพิธีอธิษฐานจิตสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ รวม 108 จบ โดยมีญาติโยม คณาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นุ่งขาวห่มขาวและในชุดนักศึกษา ร่วมสวดมนต์ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

จวบจนตะวันลับฟ้าเป็นเวลาหกโมงเย็น พิธีมหาพุทธาภิเษกที่ศักดิ์สิทธิ์นี้จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ ทุกคนที่ร่วมพิธีได้รับแจกวัตถุมงคลเหรียญพระพุทธวโรภาสมุนีนาถศาสดา กลับไปบูชาที่บ้านกัน ผู้สนใจเช่าบูชาสนับสนุนการก่อตั้งกองทุน 80 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม


พระร่วงพิมพ์เศียรโต สนิมแดง กรุวัดราชเดชะ จ.สุพรรณบุรี


พระร่วงพิมพ์เศียรโต สนิมแดง กรุวัดราชเดชะ จ.สุพรรณบุรี

พระร่วงพิมพ์เศียรโต สนิมแดง กรุวัดราชเดชะ จ.สุพรรณบุรี

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในจังหวัดสุพรรณบุรี มีการค้นพบพระเครื่องเนื้อชินสนิมแดงมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง พระที่พบส่วนใหญ่จะเป็นประเภทพระร่วงเสียเป็นส่วนมาก มีพิมพ์ทรงต่างๆ กันไปแล้วแต่กรุที่พบ นอกจากนี้ก็ยังพบพระเครื่องที่เป็นเนื้อชินสนิมแดงพิมพ์ทรงนาคปรกและอื่นๆ อีกด้วย ในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระร่วงพิมพ์เศียรโต ซึ่งจะพบพระพิมพ์แบบนี้ในจังหวัดสุพรรณฯ เท่านั้น แต่ก็พบอยู่หลายกรุที่มีพิมพ์ทรงแบบเดียวกัน คือ พระร่วงพิมพ์เศียรโตกรุปู่บัว ซึ่งเป็นการพบพระพิมพ์นี้เป็นครั้งแรก ต่อมาก็พบที่กรุวัดราชเดชะ และที่บ้านท่าเสด็จ พระทั้งหมดมีพิมพ์ทรงแบบเดียวกัน แต่ก็มีข้อแตกต่างกันบ้างนิดหน่อย จึงทำให้สามารถแยกได้ว่าเป็นพระกรุไหน

ในวันนี้จะพูดถึง พระร่วงพิมพ์เศียรโตกรุวัดราชเดชะ ซึ่งเป็นพระที่มีสนิมแดงจัดมาก และคล้ายคลึงกับพระร่วงพิมพ์เศียรโตของกรุปู่บัว วัดราชเดชะนี้อยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี บริเวณแถบนี้ ตั้งแต่ตำบลพิหารแดงติดต่อกับตำบลรั้วใหญ่ เคยมีการขุดพบพระพุทธรูปหินแกะ ศิลปะทวารวดีอยู่หลายครั้งด้วยกัน นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปศิลปะลพบุรีอีกด้วย และที่ใกล้ๆ วัดราชเดชะนี้ ได้มีการตัดถนนเข้าหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดๆ กับวัดพระลอย จึงตัดถนนเลียบมาตามชายน้ำ โดยจ้างรถแบ๊กโฮมาทำงาน พอวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ไม่ห่างจากจุดที่พบพระพุทธรูปทวารวดีเท่าใดนัก รถได้โกยดินไปพบทรายเข้าโดยบังเอิญ คนขับรถมีประสบการณ์มาก่อนว่าใต้ทรายนั้นมักจะพบพระ จึงหยุดการขุดไว้ก่อนเนื่องจากตอนนั้นมีคนอยู่เป็นจำนวนมากจึงหันไปทำงานทาง อื่นก่อน

ครั้นพอวันรุ่งขึ้นคนขับรถแบ๊กโฮรีบมาทำงานแต่เช้า เขามุ่งไปที่ซึ่งพบทราย ชั่วพักหนึ่งเขาก็พบไหขนาดไม่ใหญ่นักเป็นไหเคลือบสีน้ำตาลมีสองหู เขาก็รีบเข้าไปอุ้มไหจะเอาไปแอบ แต่เกิดมีชาวบ้าน 4-5 คนเห็นเข้า ก็เกิดการยื้อแย่งกันขึ้น จนไหหล่นแตก ปรากฏว่าภายในไหมีพระร่วงพิมพ์เศียรโตลักษณะคล้ายกับของวัดปู่บัวตกกระจัด กระจาย ต่างคนต่างก็แย่งกันยกใหญ่ เก็บพระใส่กระเป๋ากันคนละหลายองค์ ใครไวกว่าก็เอาไปจนพระหมด ก็แยกย้ายกันไปคนละทาง บางคนไม่รู้ว่าเป็นพระอะไร เห็นเป็นพระผุๆ ก็แจกจ่ายให้แก่ญาติมิตรไปบ้าง ที่เหลือก็นำไปขายให้ผู้ที่นิยมพระเครื่องไปบ้าง องค์ละ 500 บาทในตอนแรกๆ ต่อมาข่าวรู้ไปถึงนักนิยมพระเครื่องในจังหวัด ต่างก็หือหากันมาก เนื่องจากพระพิมพ์นี้มีลักษณะแบบเดียวกับพระร่วงกรุปู่บัว และมีสีสนิมแดงที่จัดมาก ต่างก็เข้าไปหาเช่าพระกันยกใหญ่ ทำให้พระมีสนนราคาแพงขึ้นมากตามลำดับ

พระร่วงพิมพ์เศียรโตกรุ วัดราชเดชะนี้ จะเหมือนกับพระร่วงกรุปู่บัวทุกอย่าง จะผิดกันก็ที่การตัดขอบ พระร่วงกรุวัดราชเดชะมักจะตัดขอบที่บริเวณปลายจีวรลงมาชิดข้อพระบาทของพระลง มาจนถึงปลายพระบาท แบบตัดชิดเข้ารูป ส่วนพระร่วงพิมพ์เศียรโตของกรุปู่บัวจะไม่ตัดชิด มีปีกยื่นออกมาเท่านั้นครับ ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระร่วงพิมพ์เศียรโตกรุวัดราชเดชะมาให้ชมกันตามเคยครับ

ที่มา แทน ท่าพระจันทร์

หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ เหรียญห่วงเชื่อม พ.ศ.2552

หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ เหรียญห่วงเชื่อม พ.ศ.2552






หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ เหรียญห่วงเชื่อม พ.ศ.2552
หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ เหรียญห่วงเชื่อม พ.ศ.2552

"หลวงพ่อสาคร มนุญโญ" หรือ "พระครูมนูญธรรมวัตร" เจ้าอาวาสวัดหนองกรับ ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พระเกจิดังแห่งภาคตะวันออก ท่านเป็นศิษย์เอกหลวงปู่ทิม อิสริโก บูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด

เล่ากันว่า ก่อนหลวงปู่ทิม มรณภาพ ท่านได้มอบสมุดข่อยโบราณที่เขียนถึงการสร้างพระ การเขียนยันต์ รูปยันต์ต่างๆ มอบให้แก่บุตรบุญธรรม คือ หลวงพ่อสาคร ปัจจุบันสมุด ข่อยนี้ ได้เก็บไว้ที่กุฏิ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ยันต์ของวัดหนองกรับ

หลวงพ่อสาคร เป็นทั้งพระนักปฏิบัติธรรมและเป็นพระนักพัฒนาสร้างความเจริญให้กับวัด หนองกรับเป็นอย่างมาก เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีความรอบรู้ในวิทยาคม

หลวงพ่อสาคร เกิดในสกุล ไพสาลี เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2481 เกิดที่บ้านท้ายทุ่ง เลขที่ 6 ม.2 ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองกรับ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2501 โดยมีพระครูจันทโรทัย (หลวงพ่อดิ่ง) วัดบ้านค่าย เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า มนุญโญ มีความหมายว่า ผู้มีความไพบูลย์

พ.ศ.2503 หลวงพ่อสาคร ได้เริ่มจัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคล เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดหนองกรับ ในการนี้วัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนของท่านหลายรุ่น ได้รับความนิยมอย่างสูง จวบจนปัจจุบัน ยังเป็นที่ต้องการของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธา

คณะกรรมการวัดหนองกรับ ได้จัดสร้างเหรียญวัตถุมงคล หลวงพ่อสาคร พร้อมพิมพ์หนังสือชีวประวัติ "หลวงพ่อในใจเรา" เมื่อปี พ.ศ.2552 ในโอกาสครบรอบคล้ายวันเกิด ครบรอบ 71 ปี หลวงพ่อสาคร มนุญโญ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552

เหรียญดังกล่าว มีลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วงเชื่อม จัดทำเป็นเนื้อทองคำ เนื้อเงินลงยา เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อสาครครึ่งองค์ หันหน้าตรง ตอกโค้ดหมายเลข "๑๗๙๖" เขียนว่า พระครูมนูญธรรมวัตร

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์ 5 หลวงปู่ทิม ที่หลวงพ่อสาครผู้สืบทอด ได้อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวประจุพลังพุทธาคม ขอบโค้งด้านบน เขียนคำว่า "หลวงพ่อสาคร มนุญโญ" ขอบโค้งด้านล่าง เขียนคำว่า "วัดหนองกรับ ระยอง"

ภายหลังประกอบพิธีพุทธาภิเษก ได้มอบให้กับบรรดาญาติโยมและคณะศิษย์ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นเหรียญที่น่าเก็บสะสมอีกเหรียญ

เหรียญ หลวงพ่อสาคร รุ่น พ.ศ.2552 ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทำให้ในขณะนี้ จัดเป็นเหรียญที่ค่อนข้างหายากอีกเหรียญหนึ่งของเมืองระยอง ด้วยบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่อง ต่างหาเช่าเก็บไว้ในครอบครอง ปัจจุบัน ราคาเช่าหาในพื้นที่ยังไม่สูง เป็นเหรียญดีราคาถูก จึงเป็นอีกเหรียญหนึ่งที่นักสะสมนิยมพระเครื่อง ควรหาบูชาไว้